นายกฯจัดให้ ลดเงินสมทบ นายจ้างและผู้ประกันตน นาน 3เดือน เหลือเงินเท่าไหร่ เช็คที่นี่

รัฐบาลยังคงเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องคนไทยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์โลกรัสเซีย-ยูเครน มุ่งเน้นช่วยเหลือเยียวยา ในผู้ประกันตนมาตรา 33 39 และ 40 โดยเมื่อวันนี้ 28 มีนาคม 2565 โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ นายธนกร วังบุญคงชนะ ระบุว่า นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความห่วงใยประชาชนและเฝ้าติดตามสถานการณ์ยูเครน-รัสเซียอย่างต่อเนื่อง ที่ส่งผลกระทบราคาพลังงาน โดยมีการสั่งการทุกหน่วยงานออกมาตรการช่วยเหลือคนไทยเร่งด่วน และได้กำหนดให้กระทรวงแรงงานมีมาตรการลดเงินสมทบประกันสังคม ทั้งในส่วนของนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 39 และ 40 โดยยึดเป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเ ดือนกรกฎาคม 65 โดยรายละเอียดมีดังนี้

1. ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11.2 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบจากร้อยละ 5 ของค่าจ้าง เหลือ ร้อยละ 1 ของค่าจ้าง ยกตัวอย่างหากคิดบนฐานค่าจ้าง 15,000 บาท จากเดิมต้องส่งเงินสบทบ 750 บาท จะลดลงเหลือส่งเงินสมทบ 150 บาท ทำให้สามารถลดภาระค่าครองชีพ ไปได้ประมาณ 600 บาทต่อคนต่อเดือน

2. ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1.9 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบจากร้อยละ 9 เหลือร้อยละ 1.9 คือจากเดิมที่ต้องส่งเงินสมทบ 432 บาท จะลดลงเหลือส่งเงินสมทบ 91 บาท หรือลดภาระค่าครองชีพไปได้ประมาณ 341 บาทต่อคนต่อเดือน

3. ผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 10.7 ล้านคน จะได้ลดเงินสมทบในแต่ละทางเลือกลงร้อยละ 40 มี 3 ทางเลือก คือ

ทางเลือกที่ 1 ลดการส่งเงินทบจากเดิม 70 บาท ลดลงเหลือ 42 บาท

ทางเลือกที่ 2 ลดการส่งเงินทบจากเดิม 100 บาท ลดลงเหลือ 60 บาท และ

ทางเลือกที่ 3 ลดการส่งเงินทบจากเดิม 300 บาท ลดลงเหลือ 180 บาท หรือลดภาระค่าครองชีพไปได้ประมาณ 84 – 360 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน

นายธนกร กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือแรงงานนี้ ยังช่วยนายจ้าง จำนวน 5 แสนราย จะได้ลดเงินสมทบ “ประกันสังคม” จากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 1 ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิต

ยกตัวอย่างเช่น หากนายจ้างจ่ายค่าจ้างบนฐานเงินเดือน 15,000 บาทต่อลูกจ้าง 1 คน หากนายจ้างมีลูกจ้าง 1,000 คน จะสามารถลดต้นทุนการผลิตของนายจ้างต่อเดือนลง 600,000 บาท รวมระยะเวลา 3 เดือนเป็นเงินทั้งสิ้น 1,800,000 บาท

ในส่วนของมาตรการลดเงินสมทบผู้ประกันตนดังกล่าวจะเกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนประมาณ 24.2 ล้านคน เป็นเม็ดเงินมูลค่าประมาณ 34,540 ล้านบาท

เรียบเรียงโดย แป้ง บุนรดา